More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  Nighthug's spacePhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community
April 04

the Mist 2

ความกลัวทำให้คนหาที่พึ่ง ไม่ใช่เพื่ออะไรอื่น นอกเสียจากความปลอดภัยของตนเอง ดูเหมือนว่า แม้เราจะรับรู้ถึงสัจจะนิรันดรที่ว่าทุกคนต้องตาย แต่ก็ยังไม่สามารถรับความตายนั้นได้ แม้ชีวิตเราจะกระจ้อยร่อยและปลิดปลิวง่ายเพียงแค่เสี้ยวลมหายใจของพระเจ้า เราก็ยังกระเสือกกระสนต่อรองและยื้อยุดสิ่งนี้เอาไว้  การแบ่งกลุ่มเริ่มแพร่ขยาย และเห็นชัดถีงแนวทางที่แตกต่างกันอย่างโดดเด่น มนุษย์หรือพระเจ้า และพระเจ้าก็ชนะในเกมการแบ่งค่าย ที่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆในเมืองห่างไกลเป็นเวที

หากจะเปรียบเทียบเอาเพลิน อย่างเรียบง่าย หากหมอกนั้นเหมือนม่านศีลธรรม มนุษย์ที่อยู่ ภายใต้หมอก ก็คือสภาวะของมนุษย์ก่อนการมีศีลธรรม ความนิยมเหตุผลเกิดก่อนที่เราจะมีศีลธรรม และปลิวหายไปอย่างง่ายดาย (เรื่องนี้ผู้เขียนค่อนข้างแน่ใจว่าเราใช้เหตุผลก่อนใช้ศีลธรรม ถ้ายึดตามฮอบส์ยิ่งไม่ต้องสงสัย เราใช้เหตุผลเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของเราจากการแก่งแย่งกันเอง ศีลธรรมนั้นมาทีหลังและเป็นเรื่องของสังคมล้วนๆ)

                เมื่อตัดศีลธรรมผู้เคร่งครัด เราเหลือเพียงพระเจ้า(ในแบบดั้งเดิมและดุดัน) และตัวเราเท่านั้น คนส่วนใหญ่เลือก พระเจ้า แม้จะเป็นพระเจ้าที่หิวกระหายเลือดเนื้อและเดียดชังสิ่งสร้างของพระองค์เอง ไม่รวมความพร้อมจะลงโทษมนุษย์ตาดำๆอยู่ร่ำไป ไม่แปลกอะไรที่การได้มาซึ่งบางสิ่งหมายถึงการเสียบางสิ่ง และเป็นทางที่สุดวิเศษในการเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ โดยปราศจากคำถามว่า คนส่วนใหญ่นั้นมีค่าพอที่จะอยู่ต่อไปหรือไม่ เหยื่อสังเวยในครั้งนี้คือทหารหนุ่มน้อย ผู้รู้เห็นความเป็นไปของเหตุการณ์เบื้องหลัง เรื่องวุ่นวายนี้มาจากความ อยากรู้ของทหาร อยากรู้ถึงอีกซีกมิติที่ทับซ้อน ตามปรกติวิสัยที่ดี จึงเริ่มจากการสงสัย ตั้งสมมุติฐานและทดลอง ผลจากการทดลองปรากฏเป็นหมอกหายนะที่มีสัตว์ประหลาดจากต่างมิติหลุดเข้ามาพร้อมๆกัน

            ฝูงชนแห่ร้อง เคียดแค้น และปรารถนาจะฉีกเนื้อหนุ่มน้อยคนนี้ ในฐานะตัวแทนของความห้าวหาญและไร้มรรยาทของมนุษย์ในการกระทำสิ่งไม่บังควร เช่นการเหยยีบดวงจันทร์ ทำแท้งและโคลนนิ่ง มีดทำครัวแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าลงบนร่างของทหารหนุ่ม พร้อมเสียงตะโกนยินดี ราวกับจับตัวฆาตกรสังหารโหดหลายร้อยศพมาลงโทษได้ เพียงแต่ว่าเจ้าของร่างโชกเลือดเป็นเพียงคนที่รับรู้ และแค่รับรู้อย่างไร้อำนาจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทหารหนุ่มกลายเป็นเหยื่อสังเวย เพื่อประกันความปลอดภัยจากพวกสัตว์ที่จะไม่มาจู่โจมในตอนกลางคืน ตามคำทำนายของพระแม่ทรงศักดิ์ น่าแปลกยิ่งนักจะว่าตรงตามคำทำนายหรือจะว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็สุดจะหยั่งรู้

                คนกลุ่มน้อยเดือดร้อนใจ ทั้งสภาพที่วิปริตและบ้าเลือดของสถานที่นี้ และของมนุษย์อีกกลุ่ม ทำให้พวกเขาไม่อาจรั้งรอได้นานนัก รุ่งเช้าเป็นกำหนดนัดหมายที่จะละทิ้งสถานที่นี้ไป ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่างถูกจับโยนเป็นเครื่องสังเวย คนกลุ่มน้อยหลบหลีกและแอบนัดหมาย เมื่อรุ่งเช้าสมัครพรรคพวกไม่เกิน10 คนก็พร้อมจะเดินทาง ทว่าพระแม่ผู้ทรงสิทธิ์ ผู้ได้นั่งบนเก้าอี้พร้อมนมกล่องใหญ่เป็นอาหารเช้า ท่ามกลางบรรดาผู้ติดตามไม่ปล่อยพวกเขาไป คนสองกลุ่มต่อสู้กันท่ามกลางเสียงปลุกเร้าของพระแม่ ทางออกล่ะ คนเพียงสิบคนจะต้านทานคนเกือบห้าสิบได้หรือ คำตอบคือเสียงกระสุนลั่นหนึ่งนัด พร้อมกับร่างที่ร่วงหล่นของพระแม่ผู้ยุยง เหตุการณ์ทุกอย่างสงบ และไร้สรรพเสียง

               

 

 

 

 

 

March 16

The Mist หมอกเเห่งหายนะ หรือสัจจะนิรันดร 1

   หลังจากมีโอกาสได้ยลหนังเรื่อง The Mist ที่ดูเผินผิวเหมือนหนังเกรดบี ที่มีสัตว์ประหลาดเดินเพ่นพล่าน พร้อมกับเลือดทีสาดกระเซ็น เเละเเฝงฉากวาบหวิว มากน้อยตามเเต่ศรัทธาของผู้กำกับ จึงได้รู้ว่า การอยากลุกออกจากโรงหนังกลางครันเป็นอย่างไร
    หนังเปิดตัวจากความวุ่นวายของเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่โดนพายุถล่มอย่างหนัก บ้านเรือนเสียหาย  ผู้คนหลั่งไหลไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตในเมือง ต่างก็กักตุนอาหารเพื่อรอรับหายนะฟ้าฝนรอบสอง ในสถานที่เเห่งนั้น มีคนหลากหลายมาจับจ่ายใช้สอย ทั้งคนขรา ผุ้ใหญ่ พ่อลูกติด รวมถึงทหารเเละผู้คลั่งศาสนา ก่อนทีหมอกจะเริ่มก่อตัว เเละเคลื่อที่มายังที่เเห่งนี้ สัญญาณเเห่งหายนะเริ่มขึ้น ชายเเกคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาขอความช่วยเหลือ พร้อมกับเลือดที่เปรอะเปื้อนตามห้าตาเเละเสื้อผ้า ทุกคนต่างตกใจ เมื่อได้ฟังจากชายชราถึงหมอกที่กลืนกินคนเข้าไป ไม่นานนัก หมอกที่ว่าก็คลืบคลานปกคุลมร้านอยางรวดเร็ว หมอกนั้นหนา หนักอึ้งเเละขุ่นมัว ราวกับศีลธรรมที่มนุษย์ใช้เพื่อปกปิดตัวตน
    เหตุการณ์เริ่มเลวร้าย เมื่อพวกเขาพบว่าสิ่งที่ชายเเก่พูดนั้นเป็นจริง หมอกนั่นกินคน มีตัวประหลาดยุบยับน่าขยะเเขยง เฝ้าคอยเหยื่อที่พลัดหลงออกไปภายนอก เเต่เมื่อมนุษย์รวมตัวกัน นั่นอาจจะเลวร้ายกว่าหมอกมรณะเสียอีก
    เด็กหนุ่มวัยรุ่น (ที่มีเพียงคนเดียว ณ ที่นั้น) หัวเราะเยาะ คนที่หดหัวเเละเชื่อเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ล้วนงมงายเเละหัวหด ทั้งขาดเเละเขลา ไม่นานนัก เด็กคนนี้กลายเป็นเหยื่อสังเวยที่เป็นรูปธรรมรายเเรก ส่วนคนบางกลุ่มไม่เชื่อเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเขาคิดว่า น่าจะมีทางเเก้ที่ดี ชาญฉลาดเเละสมเหตุสมผลมากกว่านี้ คนกลุ่มนี้กลายเป็นเครื่องสังเวยในเวลาไม่นานนัก
     หญิงคนหนึ่งหันหน้าเข้าพึ่งศาสนา สิ่งที่เกิดขึ้น้ลวนเเล้วเเต่บัญญัติไว้เเล้ว เเละเป็นการลงทัณฑ์ที่บังควรเเล้วจากพระเป็นเจ้าเบื้องบน ทางรอดเดียวของเธอคือการ "ช่วย" ลูกเเกะที่หลงทางอันจองหองเเละยังมืดบอดให้เห็นทางสว่าง เเม้สักคน ก็ยังดี เเค่คนเดียวเท่านั้น ข้างกายพระผู้ทรงสิทธิ์นั้นก็จะเว้นว่างไว้สำหรับเธอ ภายหลังเธอกลายเป็นพระเเม่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเทพธิดาพยากรณ์ เเละสื่อกลางระหว่างองค์เบื้องบน มีทั้งอำนาจเเละพลพรรคมากที่สุด ในซุปเปอร์เล็กๆ
    คนบางกลุ่มพยายามหาทางรอดจากเท่าที่มี พวกเขาเชื่อในศักยภาพเท่าที่พวกเขาจะมี การสร้างอุปกรณ์ป้องกัน การเฝ้าระวังภัย ตามสายตาผู้เคร่งศาสนา พวกเขาคือพวกรั้น เเละไม่ยอมรับนับถือในพระเจ้า ตามสายตาของคนอื่นๆ (ก่อนที่จะหันไปสู่ทางธรรม) พวกเขานั้นช่างไม่ย่อท้อ น่าพึ่งพาเเละเด็ดเดี่ยวท่ามกลางคนขวัญเสีย
    เมื่อเหตุการ์ณบีบคั้น มีคนตายเเละถูกสังเวยมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ที่อยู่ในโลกจำลอง เริ่มเเบ่งฝักเเบ่งฝ่าย เเน่นอนว่า เเนวทงเเบบวัยรุ่นใจร้อนได้สาปสูญไปเป็นรายเเรก ตามมาด้วยเเนวเหตุผลนิยมที่พลีชีพเป็นอาหารเเละที่ฝักไข่ของปีศาจเเมงมุมไปติดๆ เราเหลือเพียง สองทางเเพร่ง พระเจ้าหรือสัญชาตญาณของตนเอง เมื่อเริ่มกลัว เมื่อความสิ้นหวังรุมเร้า จนตัวเองไม่สามารถหันหน้าเข้ามาไต่ถามตนเองได้อีก ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะชนะในฐานะของที่ยึดเหนี่ยวเพียงสิ่งเดียว เเละเป็น "เพียง"สิ่งเดียวเท่านั้น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
January 17

คน...เเละ...คน

ไหนไหนก็ไม่ได้อัพสเปซนานมากทีเดียว เอาซะหน่อยนึง

                 ได้ดูหนังการ์ตูนที่ชอบมากเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ติดใจถึงทุกวันนี้ ไม่ได้ติดใจที่มีอัศวินสาวแบบเซลเลอร์มูนออกมาสู้กับปีศาจ หรือติดใจที่พระเอกกล้ามโตแถมฮีโร่ออกมาแอ่นอกปกป้องโลกหรอกนะ ความเป็นคน ที่สะท้อนอยู่ในทุกตัวละครต่างหาก ที่ชอบเหลือเกิน

                ไม่รู้ว่าอยู่ในกรอบของศาสนามากไปรึเปล่า เพราะตั้งแต่ลืมตาเกิด เราเองก็โตมาพร้อมกับความคิดเรื่องบางสิ่งบางอย่างที่สิ่งไม่ดีในตัวคน จะเรียกว่า ความมืดทำนองนั้นคงได้ ความมืดในตัวเรามีตั้งแต่เล็กๆน้อยๆไปถึงอาการหนักจนต้องบำบัดกันยกใหญ่ ความอิจฉา ความต้องการครอบครองบางสิ่ง ความกลัว ความต้องการยืดชีวิตของตน ความโกรธเกลียด นี่ละมั้งความมืด ภาวะที่เราน่าจะเคยประสบสักครั้งในชีวิต ภาวะที่เรารู้สึกว่ามันช่างสกปรก น่ารังเกียจและควรหลีกห่างให้ไกล

                น่าประหลาดใจ การ์ตูนอนิเมชั่นเรื่องนี้ กลับเสนอความมืดนี้ในมุมที่แตกต่างออกไป แน่นอนว่าเรื่องรักร้าวอกหักเศร้าตรมคงมีบ้างเพื่อเรียกความติดหนึบกับผู้ชมตาดำๆ เรื่องนี้เสนอความรักในมุมสามเศร้า ชายหญิงคู่หนึ่งที่ความรักก่อตัวจากความต่าง ทั้งเขาและเธอต่าง ต่างจากโลกที่ตนอยู่ คนหนึ่งเป็นมนุษย์ผู้หญิง ที่ไม่สามารถมีรัก ไม่สามารถรื่นเริงและมีชีวิตเช่นคนธรรมดาได้ การเผยจุดอ่อนเพียงเล็กน้อยนั่นหมายถึง ชีวิตและโลกทั้งใบที่อาจทลายลงตรงหน้า อีกฝ่ายเป็นลูกครึ่งระหว่างมนุษย์และปีศาจ อ่อนแอสำหรับปีศาจจนน่ารังเกียจ และเป็นที่เดียดชังของมวลมนุษย์จากความต่างนั้น ทั้งสองรักกัน และเรื่องราวน่าจะจบลงด้วยดี แต่ความไม่เชื่อใจกันก่อเกิดรอยร้าว จนต้องเคียดแค้นและชิงชังกัน ฝ่ายครึ่งอสูรถูกผนึกนิรันดร ส่วนฝ่ายหญิงสาวเลือกตายตกตามกันไป

                แต่แล้ว เมื่อเวลาผันผ่าน หญิงสาวอีกคนที่มีวิญญาณอันคุ้นเคยได้ก้าวเข้ามาตรงหน้าครึ่งอสูรที่พ้นจากผนึก ความอ่อนโยนระคนเข้มแข็งจากดวงวิญญาณเดิม แต่ดูต่างจากเดิมของเธอ เปิดพื้นที่ให้เธอแทรกเข้ามา เละสำหรับเธอก็เช่นกัน ถึงแม้ต่างฝ่ายต่างรู้ แต่ก็ยังรู้ดีว่า ฝ่ายอสูรหนุ่มเลือดผสมยังเฝ้าติดตามและห่วงหาดวงวิญญาณเดิมดวงนั้นตลอดเวลา คนเป็นไม่อาจชนะคนตาย ภาพทรงจำหอมหวานและสวยงามกว่าภาพตรงหน้า หญิงสาวอิจฉา และริษยา ความแข็งแกร่งทั้งหมดของเธอเกิดรอยปริร้าวขึ้นมาหนึ่งจุดเล็กๆ และกลายเป็นหายนะ ความมืดบอดในใจของเธอกลายเป็นจุดอ่อน เหมือนที่เรารู้สึกกับความมืดมิดนั้น ว่ามันน่าเกลียด ขยะแขยงและเป็นจุดอ่อนของเราที่ไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้ แต่สิ่งสำคัญนั้นหลุดออกมาจากปากของเธอ

                แน่นอนว่าฉันนั้นอิจฉาและริษยาเป็นที่สุด ฉันเจ็บใจที่หัวใจของเขาไม่มีฉัน ที่เขาไม่ลืมเธอ แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกที่อยากสาปแช่ง หรือทำร้ายทั้งสองคน มันไม่ใช่ความชั่วร้ายแบบนั้น เพราเรื่องแบบนี้ ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องมีทั้งนั้น และที่มีก็เพราะชอบคนคนนั้นมากยังไงล่ะ ความมืดจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ  กลับกันความมืดทำให้เรารู้สึกว่าเรายังเป็นคนเช่นนี้อยู่ ไม่ใช่คนที่ชั่วร้าย แต่เป็นคนที่มีความรู้สึก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้ตัวเองความพิสุทธิ์ ปลอดจากคราบไคลและฝุ่นผง แต่เป็นการถ่วงสมดุลภายในตัวต่างหาก การโอบอุ้มความดำมืดและความดีงามเอาไว้ด้วยกัน ความกล้าที่จะยอมรับว่าเรามีความมืดมิดนั้น และการตรงไปตรงมากับตัวเองน่าจะเป็นสิ่งสำคัญกว่าการหลีกเลี่ยง ความเป็นคนนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการเสียสมดุลแล้วพลาดพลั้ง แต่ความเป็นคนนั้นก็สร้างความดีงามหลายอย่างจากการตัดสินใจเลือก ไม่ใช่ดีงามเพราความสะอาด แต่ดีงามที่สามารถเปื้อนฝุ่นและโคลนตมโดยที่ไม่จมอยู่ในสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง

September 18

เมื่อไหร่....

              เหนื่อยล้า แต่เปลือกตาที่ดื้อดึงไม่ยอมปิดลงง่ายๆ

หลังผ่านการสอบปลายภาคของวิชาเรียนตัวแรก ประวัติปรัชญาตะวันออก ก็ยังต้องผจญมรสุมเปเปอร์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง พร้อมๆกับมรสุมการสอนที่ประเดประดัง

.... เรื่องบางเรื่อง.....พอมาเจอเองจึงรู้

 

เมื่อไหร่หนอ...พ่อแม่จะเลิกบังคับลูกให้เรียนหนังสือที่ลูกไม่ชอบ

เมื่อไหร่หนอ...ลูกๆจะมีปากเสียงกล้ายืนยันความคิดตัวเอง

เมื่อไหร่หนอ...คนที่มีการศึกษาจะมองอะไรด้วยสายตาอันยาวไกล

เทื่อไหร่หนอ...สายตาที่ยาวไกลจะเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนมี

เมื่อไหร่หนอ...คนมีการศึกษาจะลงมือทำอะไรให้คนอื่น

เมื่อไหร่หนอ...ที่คนทุกคนสามารถทำอะไรให้คนอื่นได้เสมอกัน

เมื่อไหร่หนอ...คนมีการศึกษาจะตระหนักอคติในตัวตน

เมื่อไหร่หนอ...สังคมจะตระหนักรู้อคติที่ตนเองสร้างกับคนอื่นๆในสังคม

เมื่อไหร่หนอ...จึงจะมีการศึกษาทางเลือกให้กับเป้าหมายแบบต่างๆเสียที

เมื่อไหร่หนอ...ความแตกต่างจะเติบโตท่ามกลางความเหมือน

เมื่อไหร่หนอ...ความเหมือนจะไม่กลายเป็นการทำตามๆกัน

เมื่อไหร่หนอ...การศึกษาจะสร้างคนให้เป็นคนได้ แม้จะเรียนได้แค่ประถมหรือมัธยม

เมื่อไหร่หนอ...คนจะเป็นคนได้แม้การศึกษาไม่เอื้อต่อการสร้างคนให้เป็นคน

เมื่อไหร่หนอ...มหาวิทยาลัยจะสร้างบัณฑิตที่สมนามได้เสียที

เมื่อไหร่หนอ...ที่บัณฑิตจะตระหนักรู้ถึงความไม่สมนามของตนเอง

เมื่อไหร่หนอ...การขายความรู้แบบกินด่วนจะหมดไปจากที่ที่เราอยู่เสียที

เมื่อไหร่หนอ...ที่สังคมจะไม่ฉกฉวยเอาทุกความต้องการมาเป็นช่องทางทำกำไร

เมื่อไหร่หนอ...ที่เราจะสามารถทำความรู้ให้เป็นสิ่งที่มีค่าแก่ตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงใบเบิกทาง

เมื่อไหร่หนอ...ที่เราสามารถแสวงหาความรู้ได้โดยไม่ติดกับห่วงโซ่ข้อจำกัด

เมื่อไหร่หนอ...ที่เราจะรู้ว่าข้อจำกัดนั้นไม่มีอยู่จริง

เมื่อไหร่หนอ...จังหวะการหายใจที่ถี่กระชั้นของเมืองหลวงจะลดลงเป็นเพียงจังหวะที่ไม่บีบเค้นหัวใจผู้อาศัยจนเกินไป

เมื่อไหร่หนอ....ที่ผู้อาศัยทุกคนจะช่วยกันสร้างท่วงทำนองของเมืองหลวงแบบใหม่ขึ้นมา

และเมื่อไหร่หนอ...เราจะมีหัวใจที่เอาไว้มองคนอื่นๆนอกจากตนเอง

และเมื่อไหร่หนอ...หัวใจของคนอื่นจะกว้างพอที่จะบรรจุเราไว้ในนั้นด้วย

 

ความคิดไม่สามารถสร้างคนให้คิดได้ ถ้าคนผู้นั้นไม่ยอมคิดที่จะใช้ความคิด

ความรู้คงตกตะกอนนอนก้น หากไม่รู้จักกวนให้ขุ่นมัว

ความซื่อสัตย์จักไม่เกิดหากยังยินดีในผลประโยชน์ที่ได้จากความซื่อสัตย์ของคนอื่น

การมองอย่างฉาบฉวยยังคงแฝงตัวชิดใกล้ หากมองอย่างเผินผิว

แล้วบัณฑิตจักเป็นบัณฑิตได้หรือ....ถ้ายังมีสิ่งเหล่านี้....

การมีสิ่งเหล่านี้ไม่น่ากลัวไปกว่าการมีแต่ไร้การตระหนัก

การไร้การตระหนักไม่น่ากลัวไปกว่าการไม่ใส่ใจที่จะตระหนัก

การไม่ใส่ใจที่จะตระหนักไม่น่ากลัวไปกว่าการตระหนักแต่ไม่เปลี่ยนแปลง

การตระหนักแต่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่น่ากลัวไปกว่าการยินดีในการไม่เปลี่ยนแปลงนั้น

 
July 04

head or heart?

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นโอกาสเหมาะสำหรับการเขียนเรื่องบางเรื่องที่คั่งค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่เปิดเทอมที่จุฬาฯ

ในคาบวิชาตรรกศาสตร์ ครั้งหนึ่งอาจเพราะโจทย์ที่ให้ทำยากเกินไป ครั้งหนึ่งอาจเพราะวิธีแก้โจทย์สับสนเกินไปและครั้งหนึ่งอาจจะเพราะไม่รู้ว่าจะเรียนรู้ไปทำไม เพื่อนคนหนึ่งจึงถามอาจารย์ว่า แล้วหนูจะเรียนเรื่องพวกนี้ไปทำไมคะ จากคำถามนี้ของเพื่อนนำมาสู่สิ่งที่อยากเขียนลงในสเปซครั้งนี้

ความสำคัญอย่างแรก แน่นอนว่าตรรกศาสตร์หรือเหตุผลคือเครื่องมือสำคัญยิ่งของปรัชญา ไม่งั้นคุณจะโต้แย้งหรือสนับสนุนสิ่งใดได้ยังไงกัน แต่เพราะการที่ต้องใช้เหตุผลนั่นแหละทำให้ในปรัชญามี หัวใจเพิ่มขึ้นมา เป็นผลลัพธ์จากการวิวัฒนาการแบบหนึ่ง เหมือนจากลิงมาเป็นมนุษย์ยังไงยังงั้นแหละ

การคิดในกรอบตรรกศาสตร์นั้นไม่ต่างกับการคิดแทนคนอื่น (หากเปรียบเทียบให้เห็นชัดขึ้น) การที่เราต้องคิดและยอมรับผลลัพธ์ที่ออกมาว่าสมเหตุสมผล แต่อาจไม่สมจริงในบางกรณีเช่น หากบอกว่านกทุกตัวบินได้ เพนกวินเป็นนกชนิดหนึ่ง ดังนั้นเพนกวินบินได้ เป็นต้น ตามระบบนี้ เพนกวินต้องตีปีกบินได้จริงๆถึงแม้เราจะรู้ว่าความจริงแล้ว ไม่ว่าเพนกวินสัญชาติไหนก็บินไม่ได้ก็ตาม ก็เหมือนกับการที่เราเดินตามความคิดของคนอื่นแม้ว่ามันจะขัดแย้งกับกรอบหรือความเชื่อของเราก็ตามที การเดินตามนี้ไม่ได้แปลว่าจะต้องเชื่อตาม เต่เป็นการเดินตามเพื่อนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ความเข้าใจ เข้าใจ คิดตาม เรียนรู้ ศึกษาและยอมรับ ในสิ่งที่คนอื่นๆเป็น ในสิ่งที่คนอื่นๆคิด และกรอบของเขา เช่นเดียวกับยอมรับความถูกต้องตามสิ่งที่นิรนัยออกมาได้

การที่จะโต้แย้งสิ่งใดหรือสนับสนุนอะไร เป็นการเปิดมุมมองแบบหนึ่ง  ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการ มองให้รอบอีกแบบหนึ่ง เพราะคุณต้องศึกษาสิ่งที่คุณจะโต้แย้งหรือสนับสนุนและเผื่อใจสำหรับความเป็นไปได้ต่างๆ และยังต้องตรวจสอบตนเองไปในตัว หากความคิดหนึ่งใดถูกต้องภายในระบบของมันแล้ว คุณจะไม่ใช้ความคิดของคุณไปชี้ว่าความคิดนี้ผิด อย่าลืมว่า ความคิดหรือทฤษฏีตั้งขึ้นจากสัจพจน์หนึ่ง ความเป็นจริงในที่นี้ คือความเป็นจริงตามกรอบของสัจพจน์นั่นเอง เช่นเดียวกับคุณจะไม่บอกว่าเพลงในสมัยก่อนนั้นเนิบช้า และไม่ระรื่นรูหูเท่าเพลงในสมัยนี้ หากคุณ เข้าใจขนบการฟังเพลงในสมัยก่อนแล้ว ขนบที่ว่านี้คือกรอบที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ                                                             

ในที่นี้ ความเข้าใจไม่ได้นำไปสู่การตัดสินถูก-ผิดแม้แต่น้อย (และโดยธรรมชาติ ความเข้าใจก็คงไม่ได้นำไปสู่การตัดสินเช่นนี้อยู่แล้ว) ความเข้าใจทำให้เกิดการยอมรับ ส่วนการตัดสินนั้นเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากนี้อีกขั้นหนึ่ง การถกเถียงกันจำเป็นที่การตัดสินต้องเข้ามามีเอี่ยวแน่ๆ แต่ก่อนหน้านั้น ต้องถามตัวเองก่อนว่า เราเข้าใจสิ่งที่เรากำลังจะสนับสนุนหรือโต้แย้งดีพอหรือยัง และตรรกศาสตร์ได้ให้ ความเข้าใจนี้ (ซึ่งดูคล้ายเป็นเรื่องของ หัวใจ ในขณะที่การตัดสินเป็นเรื่องของเหตุผลมากกว่า) ตรรกศาสตร์ให้น้ำใจและเพิ่มที่ว่างในหัวใจ เพราะคุณต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจ สิ่งที่ไม่ใช่ตัวคุณก่อน เช่นว่าต้องเข้าใจว่า ยังไง เพนกวินก็เหินฟ้าได้แม้จะคิดภาพแล้วขำๆก็ตาม และตรรกศาสตร์ก็ยังให้ หัวใจที่ใส่ใจและเข้าอกเข้าใจคนอื่นเช่นกัน

ในที่นี้ดูเหมือนว่าเหตุผลที่แห้งแล้งนั้นซุกซ่อนเมล็ดพันธุ์แห่งหัวใจเอาไว้ด้วย แต่ไม่รู้ว่า สำหรับพื้นดินแห่งหัวใจและอารมณ์ มีเศษเมล็ดแห่งเหตุผลแอบอยู่หรือไม่ เพราะหากไม่มีต้นกำเนิดของชีวิตแล้ว ต่อให้รดน้ำมากเพียงไร หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีแค่ไหน เราก็ไม่สามารถเห็นต้นไม้งอกจากพื้นดินได้ถ้าไม่มีเมล็ดของมันฝังอยู่ กลับกัน แม้จะมีเมล็ดพันธุ์นั้นซ่อนอยู่ แต่ถ้าไม่ได้รับการดูและและพรวนดินใส่ปุ๋ยที่ชื่อว่า การคิดแล้ว ก็คงฝ่อไปในที่สุดเช่นกัน  หวังเหลือเกินว่าคนที่เรียนตรรกศาสตร์จะปลูกต้นไม้แห่งหัวใจได้ และหวังยิ่งกว่านั้นว่า สำหรับคนที่มีพื้นดินแห่งหัวใจอยู่แล้ว จะเผื่อแผ่ที่ว่างให้เมล็ดพันธุ์แห่งเหตุผลเติบโตได้ และหวังเป็นที่สุดว่า สังคมคงมีพื้นดินที่อุดมด้วยหัวใจและเขียวชอุ่มด้วยตนไม้แห่งเหตุผล

 

June 18

จากเเสงศตวรรษ ถึงสวยลากไส้ บทพิสูจน์มาตราฐานกองเซ็นเซอร์

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีข่าวคราวการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของผู้กำกับเลื่องชื่อลือชานาม อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้ฝากฝีไม้ลายมือไว้กับผลงานภาพยนตร์เรื่องสัตว์ประหลาด (Tropical Malady) ที่ได้รับสุดยอดรางวัลเกียรติยศ หรือ Jury Price จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี2004 (Festival de Cannes 2004) และกวาดรางวัลจากอีกหลายๆเทศกาลหนัง เช่นAsia Film Awardsของฮ่องกงแต่ไม่ได้รับความนิยมหรือรู้จักอย่างกว้างขวางสักเท่าไหร่ในบ้านเมืองของเรา และในปีนี้แสงศตวรรษหรือชื่อภาษาอังกฤษว่า SYNDROMES AND A CENTURYคือภาพยนตร์เรื่องล่ามาแรงของผู้กำกับหนุ่มคนนี้แต่ถูกสกัดดาวรุ่งจากคณะกรรมการเซ็นเซอร์ตามที่ได้เป็นข่าวไป ด้วยเหตุผลว่า ภาพบางภาพในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เหมาะสมและขัดต่อระบบศีลธรรม ประเพณีและจรรยาของคนไทย เช่นภาพพระภิกษุสงฆ์ดีดกีตาร์ ภาพแพทย์กินเหล้าหรือภาพอวัยวะเพศ(อยู่ในกางเกง)ของแพทย์ที่กำลังแข็งตัว ทางคณะกรรมการกองเซ็นเซอร์ลงความเห็นว่าการตัดภาพเหล่านี้ออกไปไม่มีผลอะไรต่อประเด็นหลักของเรื่องและหากทางผู้กำกับยอมให้ตัดทอนภาพขัดจิตขัดใจเหล่านี้ออกไป ภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษก็จะสามารถลงโรงฉายได้ตามปรกติ

            มาวันนี้ ภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าของค่ายหนังยักษ์ใหญ่ สหมงคลฟิลม์ สวยลากไส้ ผลงานของ2ผู้กำกับ ทศพล ศิริวิวัฒน์และพีระพันธ์ เหล่ายนตร์กลับสร้างความฉงนสงสัยในมาตรฐานของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ขึ้นมาอีกระลอกว่าเหตุใดภาพยนตร์ที่เสนอภาพที่ล่อแหลมและขัดต่อระบบศีลธรรมของไทยอย่างที่มักกล่าวอ้างกัน ยังรอดหูรอดตาคณะกรรมการมาเช่นนี้

            สวยลากไส้ (Sick Nurses) เป็นเรื่องราวของแพทย์และพยาบาลกลุ่มหนึ่งที่ร่วมกันทำมาหากินกับศพคนตาย ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างแพทย์หนุ่ม (หมอต้าร์)และพยาบาลวัยใสทั้ง7คน ความอิจฉาริษยาและหึงหวงของพยาบาลคนหนึ่งชื่อตาหวานก่อให้เกิดเรื่องชวนสยองขวัญตามมา เมื่อเธอคิดจะเปิดโปงคนกลุ่มนี้แต่กลับถูกแปรสภาพเป็นสินค้าของคนกลุ่มนี้แทน             แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการวางโครงเรื่องที่หักมุมได้อย่างน่าตกใจและน่าติดตามลักษณะการตัดภาพที่กระชับรวมถึงการดีไซน์แสงสีของเรื่องที่อยู่ในขั้นแหวกแนวจากภาพยนตร์ไทยสยองขวัญเรื่องก่อนหน้า รวมถึงความสามารถของนักแสดงบางคนที่จัดว่าถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทางสีหน้าและแววตาได้อย่างมืออาชีพแม้แทบจะไม่มีบทพูดเลย เช่นบทบาทนางพยาบาลสาวชื่อยิ้มที่โอชา แวง นำแสดงแต่ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่เกี่ยวกับมาตรฐานการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของกองเซ็นเซอร์บ้านเรา

ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอภาพของพยาบาลสาวๆวัยละอ่อนทั้ง7คน ในลักษณะที่เรียกได้ว่าเซ็กซี่และล่อแหลมอย่างที่กองเซ็นเซอร์ควรจะบาดตาบาดใจอยู่ไม่น้อย เช่นฉากของพยาบาลสาวนามเอ๊ะ ที่ตัดสร้อยคอเพชรจากนิตยสารมาทาบทับลงบนคอระหงของเธอนั้น กล้องถ่ายฉากนี้จากมุมที่สูงมองลงมา เผยให้เห็นเนินอกและร่องอกของพยาบาลสาวคนสวย มากไปกว่านั้นเมื่อต่างหูข้างหนึ่งหล่นลงไปในร่องอกของเธอ เธอก็เอามือล้วงหน้าอกของเธออยู่สักพักเพื่อหาเครื่องประดับชิ้นน้อยนั้น หรือฉากพยาบาลสาวนักกินชื่อปุ้มที่ออกจากเวรและเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของเธอ เธอได้ทำการรูดซิปชุดพยาบาลแนวแฟนตาซีของเธอออก เปิดเผยให้ผู้ชมเห็นเสื้อชั้นในและกางเกงชั้นในในขณะที่เสื้อผ้าชุดนั้นหลุดร่วงลงมาตามจังหวะการย่างก้าวของเธอ (ฉากนี้คล้ายคลึงกับฉากเต้นรำในห้องนอนของตั๊กบงกช คงมาลัยจากภาพยนตร์เรื่องไฉไลค่อนข้างมากทีเดียว ผู้ที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วคงนึกภาพออกได้ไม่ยากนัก) และอีกครั้ง หลังจากพยาบาลคนเดิมเปลี่ยนผ้าผ่อนเป็นเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นสีขาวเรียบร้อยแล้ว ปุ้มเปิดตู้เย็นและก้มลงควานหาของในนั้น กล้องได้จับภาพที่ก้นภายใต้กางเกงขาสั้นสีขาวของนักแสดงสาวอยู่เป็นเวลาหนึ่งอย่างไม่รู้แน่ว่าต้องการจะสื่อความหมายใดแก่ผู้ชม

            หลายฉากบรรยายได้เกินกว่าคำว่าเซ็กซี่ น่ารัก เช่นฉากเข้าห้องน้ำของนุ๊ก นางพยาบาลผู้เป็นน้องสาวของตาหวาน กล้องจะจับภาพจากมุมต่ำแล้วมองขึ้นสูง เราจะเห็นนุ๊กนั่งอยู่บนชักโครกโดยมีกางเกงชั้นในคั่นสายตาของผู้ชมกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ผู้ชมเห็นแม้แต่การที่นุ๊กสอดแท่งทดสอบการตั้งครรภ์เข้าไปใต้กระโปรงโดยกล้องยังจับจ้องอยู่มุมเดิม หรือฉากที่แพทย์หนุ่มใช้มีดค่อยๆเลาะกระดุมชุดพยาบาลของนุ๊กออกทีละเม็ด เผยให้เห็นเสื้อชั้นในวับๆแวมๆเช่นกัน บ่อยครั้งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้มุมกล้องในมุมที่เข้าข่ายหวาดเสียวโดยเฉพาะการถ่ายผ่านระหว่างขาของผู้แสดงที่เปิดอ้าอยู่ เช่นในฉากที่นุ๊กคลอดลูกตรงบันได กล้องได้จับภาพจากด้านล่างขึ้นไปหานุ๊กที่นอนอยู่บนขั้นบันได (เราคงต้องถามอีกครั้งว่าถ้าไม่ถ่ายกล้องในมุมแบบนี้ อรรถรสของเรื่องจะเสียไปหรือไม่) และอีกฉากหนึ่งที่น่าจะสร้างชื่อเสียแก่วงการแพทย์ได้ไม่น้อยหน้าแสงศตวรรษอย่างที่คณะกรรมการเซ็นเซอร์กล่าวอ้างและนำมาเป็นประเด็นคือ ฉากที่นายแพทย์หนุ่มต้าร์เข้ามาหานุ๊กและโอ้โลมเธอในห้องเก็บศพของโรงพยาบาล เพื่อทั้งสองจะได้เอนหลังทำภารกิจ แพทย์หนุ่มจึงผลักศพที่นอนอยู่บนเตียงเหล็กให้ลงไปกองอยู่ที่พื้นอย่างไม่ไยดี

            คำถามคือฉากนี้ผ่านคณะกรรมการพิจารณามาได้อย่างไร หรือความรุนแรงที่คนซึ่งอยู่ในฐานะแพทย์กระทำการผลักศพลงไปอยู่ที่พื้นห้องนั้นรุนแรงน้อยกว่า และขัดต่อระบบศีลธรรม ประเพณีอันดีงามของไทยน้อยกว่าฉากอวัยวะเพศ(ที่อยู่ในกางเกง)ของแพทย์ในเรื่องแสงศตวรรษที่แข็งตัว ทั้งๆที่หากเราพิจารณาลึกลงไปแล้ว อามรณ์ทางเพศนั้นถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แม้กระทั่งหมอเองก็สามารถที่จะเกิดอารมณ์เช่นนี้ได้ ในกรณีนี้แสงศตวรรษจึงอาจแค่นำเสนอภาพปรากฏการณ์ทั่วไป แต่การผลักศพลงพื้นไม่ใช่ปรกติวิสัยหรือปรากฏการณ์ทั่วไปที่แพทย์กระทำกัน

            มุมกล้องทั้งหลายรวมถึงภาพที่ปรากฏออกมาในเรื่องนี้ เช่นภาพก้นระยะใกล้ของนางพยาบาลกินจุ หรือภาพอาบน้ำทั้งเสื้อกล้ามและขาสั้นที่แนบเนื้อยามเปียกของพยาบาลสาวที่นำแสดงโดยโอชา แวง มีความสำคัญต่อการดำเนินเรื่องหรืออรรถรสต่อหัวใจของเรื่องอย่างไร และในเมื่อภาพยนตร์เป็นศิลปะที่ส่งนัยยะจากภาพที่ปรากฏ ภาพที่กล่าวมาต้องการส่งผ่านความหมายอันมีนัยยะอย่างไรและเพื่อจุดประสงค์ที่เชื่อต่อกับแก่นของเรื่องอย่างไร คณะกรรมการเซ็นเซอร์จึงพิจารณาให้ภาพเชิงนี้ปรากฏอยู่ได้โดยไม่ถูกตัดทอนออกไป เพราะหากพิจารณาภาพที่เข้าข่ายล่อแหลมและส่อเสี่ยงต่อระบบศีลธรรมไทย ที่นิยมชมชอบการรักนวลสงวนตัวของผู้หญิง หรือจะเปิดก็เปิดแต่น้อยและพองาม(?) ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจมีความยาวไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำแทนที่จะมีเวลาฉายถึงชั่วโมงครึ่งหรือมากกว่านั้นอย่างที่เป็นอยู่!

ในขณะที่คณะกรรมเซ็นเซอร์ยังคงใช้หลักเกณฑ์พิจารณาเดียวกันกับภาพยนตร์ไทยทุกเรื่องนั่นคือ ไม่ขัดต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์รวมถึงระบบศีลธรรมจรรยาอันดีของไทย แต่การปล่อยผ่านภาพยนตร์เช่น สวยลากไส้ออกมา แต่กลับกักกั้นแสงศตวรรษกำลังแสดงถึงความมีสองมาตรฐานของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ หรืออาจเป็นความสองมาตรฐานของสังคมไทยโดยรวมแบบมือถือสาก ปากถือศีลที่เบือนหน้าหนีความเปิดเปลือยในการนำเสนอของแสงศตวรรษไม่ได้ ราวกับว่าภาพที่ปรากฏนั้นบั่นทอนจรรยาและภาพลักษณ์ของสังคมไทยอย่างรุนแรง แต่กลับยอมรับความก้าวร้าวทางศีลธรรม การทำลายภาพลักษณ์ของแพทย์และความรุนแรงทางเพศท