Apinya's profileNighthug's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 18

    จากเเสงศตวรรษ ถึงสวยลากไส้ บทพิสูจน์มาตราฐานกองเซ็นเซอร์

    เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีข่าวคราวการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของผู้กำกับเลื่องชื่อลือชานาม อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้ฝากฝีไม้ลายมือไว้กับผลงานภาพยนตร์เรื่องสัตว์ประหลาด (Tropical Malady) ที่ได้รับสุดยอดรางวัลเกียรติยศ หรือ Jury Price จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี2004 (Festival de Cannes 2004) และกวาดรางวัลจากอีกหลายๆเทศกาลหนัง เช่นAsia Film Awardsของฮ่องกงแต่ไม่ได้รับความนิยมหรือรู้จักอย่างกว้างขวางสักเท่าไหร่ในบ้านเมืองของเรา และในปีนี้แสงศตวรรษหรือชื่อภาษาอังกฤษว่า SYNDROMES AND A CENTURYคือภาพยนตร์เรื่องล่ามาแรงของผู้กำกับหนุ่มคนนี้แต่ถูกสกัดดาวรุ่งจากคณะกรรมการเซ็นเซอร์ตามที่ได้เป็นข่าวไป ด้วยเหตุผลว่า ภาพบางภาพในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เหมาะสมและขัดต่อระบบศีลธรรม ประเพณีและจรรยาของคนไทย เช่นภาพพระภิกษุสงฆ์ดีดกีตาร์ ภาพแพทย์กินเหล้าหรือภาพอวัยวะเพศ(อยู่ในกางเกง)ของแพทย์ที่กำลังแข็งตัว ทางคณะกรรมการกองเซ็นเซอร์ลงความเห็นว่าการตัดภาพเหล่านี้ออกไปไม่มีผลอะไรต่อประเด็นหลักของเรื่องและหากทางผู้กำกับยอมให้ตัดทอนภาพขัดจิตขัดใจเหล่านี้ออกไป ภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษก็จะสามารถลงโรงฉายได้ตามปรกติ

                มาวันนี้ ภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าของค่ายหนังยักษ์ใหญ่ สหมงคลฟิลม์ สวยลากไส้ ผลงานของ2ผู้กำกับ ทศพล ศิริวิวัฒน์และพีระพันธ์ เหล่ายนตร์กลับสร้างความฉงนสงสัยในมาตรฐานของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ขึ้นมาอีกระลอกว่าเหตุใดภาพยนตร์ที่เสนอภาพที่ล่อแหลมและขัดต่อระบบศีลธรรมของไทยอย่างที่มักกล่าวอ้างกัน ยังรอดหูรอดตาคณะกรรมการมาเช่นนี้

                สวยลากไส้ (Sick Nurses) เป็นเรื่องราวของแพทย์และพยาบาลกลุ่มหนึ่งที่ร่วมกันทำมาหากินกับศพคนตาย ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างแพทย์หนุ่ม (หมอต้าร์)และพยาบาลวัยใสทั้ง7คน ความอิจฉาริษยาและหึงหวงของพยาบาลคนหนึ่งชื่อตาหวานก่อให้เกิดเรื่องชวนสยองขวัญตามมา เมื่อเธอคิดจะเปิดโปงคนกลุ่มนี้แต่กลับถูกแปรสภาพเป็นสินค้าของคนกลุ่มนี้แทน             แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการวางโครงเรื่องที่หักมุมได้อย่างน่าตกใจและน่าติดตามลักษณะการตัดภาพที่กระชับรวมถึงการดีไซน์แสงสีของเรื่องที่อยู่ในขั้นแหวกแนวจากภาพยนตร์ไทยสยองขวัญเรื่องก่อนหน้า รวมถึงความสามารถของนักแสดงบางคนที่จัดว่าถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทางสีหน้าและแววตาได้อย่างมืออาชีพแม้แทบจะไม่มีบทพูดเลย เช่นบทบาทนางพยาบาลสาวชื่อยิ้มที่โอชา แวง นำแสดงแต่ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่เกี่ยวกับมาตรฐานการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของกองเซ็นเซอร์บ้านเรา

    ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอภาพของพยาบาลสาวๆวัยละอ่อนทั้ง7คน ในลักษณะที่เรียกได้ว่าเซ็กซี่และล่อแหลมอย่างที่กองเซ็นเซอร์ควรจะบาดตาบาดใจอยู่ไม่น้อย เช่นฉากของพยาบาลสาวนามเอ๊ะ ที่ตัดสร้อยคอเพชรจากนิตยสารมาทาบทับลงบนคอระหงของเธอนั้น กล้องถ่ายฉากนี้จากมุมที่สูงมองลงมา เผยให้เห็นเนินอกและร่องอกของพยาบาลสาวคนสวย มากไปกว่านั้นเมื่อต่างหูข้างหนึ่งหล่นลงไปในร่องอกของเธอ เธอก็เอามือล้วงหน้าอกของเธออยู่สักพักเพื่อหาเครื่องประดับชิ้นน้อยนั้น หรือฉากพยาบาลสาวนักกินชื่อปุ้มที่ออกจากเวรและเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของเธอ เธอได้ทำการรูดซิปชุดพยาบาลแนวแฟนตาซีของเธอออก เปิดเผยให้ผู้ชมเห็นเสื้อชั้นในและกางเกงชั้นในในขณะที่เสื้อผ้าชุดนั้นหลุดร่วงลงมาตามจังหวะการย่างก้าวของเธอ (ฉากนี้คล้ายคลึงกับฉากเต้นรำในห้องนอนของตั๊กบงกช คงมาลัยจากภาพยนตร์เรื่องไฉไลค่อนข้างมากทีเดียว ผู้ที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วคงนึกภาพออกได้ไม่ยากนัก) และอีกครั้ง หลังจากพยาบาลคนเดิมเปลี่ยนผ้าผ่อนเป็นเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นสีขาวเรียบร้อยแล้ว ปุ้มเปิดตู้เย็นและก้มลงควานหาของในนั้น กล้องได้จับภาพที่ก้นภายใต้กางเกงขาสั้นสีขาวของนักแสดงสาวอยู่เป็นเวลาหนึ่งอย่างไม่รู้แน่ว่าต้องการจะสื่อความหมายใดแก่ผู้ชม

                หลายฉากบรรยายได้เกินกว่าคำว่าเซ็กซี่ น่ารัก เช่นฉากเข้าห้องน้ำของนุ๊ก นางพยาบาลผู้เป็นน้องสาวของตาหวาน กล้องจะจับภาพจากมุมต่ำแล้วมองขึ้นสูง เราจะเห็นนุ๊กนั่งอยู่บนชักโครกโดยมีกางเกงชั้นในคั่นสายตาของผู้ชมกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ผู้ชมเห็นแม้แต่การที่นุ๊กสอดแท่งทดสอบการตั้งครรภ์เข้าไปใต้กระโปรงโดยกล้องยังจับจ้องอยู่มุมเดิม หรือฉากที่แพทย์หนุ่มใช้มีดค่อยๆเลาะกระดุมชุดพยาบาลของนุ๊กออกทีละเม็ด เผยให้เห็นเสื้อชั้นในวับๆแวมๆเช่นกัน บ่อยครั้งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้มุมกล้องในมุมที่เข้าข่ายหวาดเสียวโดยเฉพาะการถ่ายผ่านระหว่างขาของผู้แสดงที่เปิดอ้าอยู่ เช่นในฉากที่นุ๊กคลอดลูกตรงบันได กล้องได้จับภาพจากด้านล่างขึ้นไปหานุ๊กที่นอนอยู่บนขั้นบันได (เราคงต้องถามอีกครั้งว่าถ้าไม่ถ่ายกล้องในมุมแบบนี้ อรรถรสของเรื่องจะเสียไปหรือไม่) และอีกฉากหนึ่งที่น่าจะสร้างชื่อเสียแก่วงการแพทย์ได้ไม่น้อยหน้าแสงศตวรรษอย่างที่คณะกรรมการเซ็นเซอร์กล่าวอ้างและนำมาเป็นประเด็นคือ ฉากที่นายแพทย์หนุ่มต้าร์เข้ามาหานุ๊กและโอ้โลมเธอในห้องเก็บศพของโรงพยาบาล เพื่อทั้งสองจะได้เอนหลังทำภารกิจ แพทย์หนุ่มจึงผลักศพที่นอนอยู่บนเตียงเหล็กให้ลงไปกองอยู่ที่พื้นอย่างไม่ไยดี

                คำถามคือฉากนี้ผ่านคณะกรรมการพิจารณามาได้อย่างไร หรือความรุนแรงที่คนซึ่งอยู่ในฐานะแพทย์กระทำการผลักศพลงไปอยู่ที่พื้นห้องนั้นรุนแรงน้อยกว่า และขัดต่อระบบศีลธรรม ประเพณีอันดีงามของไทยน้อยกว่าฉากอวัยวะเพศ(ที่อยู่ในกางเกง)ของแพทย์ในเรื่องแสงศตวรรษที่แข็งตัว ทั้งๆที่หากเราพิจารณาลึกลงไปแล้ว อามรณ์ทางเพศนั้นถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แม้กระทั่งหมอเองก็สามารถที่จะเกิดอารมณ์เช่นนี้ได้ ในกรณีนี้แสงศตวรรษจึงอาจแค่นำเสนอภาพปรากฏการณ์ทั่วไป แต่การผลักศพลงพื้นไม่ใช่ปรกติวิสัยหรือปรากฏการณ์ทั่วไปที่แพทย์กระทำกัน

                มุมกล้องทั้งหลายรวมถึงภาพที่ปรากฏออกมาในเรื่องนี้ เช่นภาพก้นระยะใกล้ของนางพยาบาลกินจุ หรือภาพอาบน้ำทั้งเสื้อกล้ามและขาสั้นที่แนบเนื้อยามเปียกของพยาบาลสาวที่นำแสดงโดยโอชา แวง มีความสำคัญต่อการดำเนินเรื่องหรืออรรถรสต่อหัวใจของเรื่องอย่างไร และในเมื่อภาพยนตร์เป็นศิลปะที่ส่งนัยยะจากภาพที่ปรากฏ ภาพที่กล่าวมาต้องการส่งผ่านความหมายอันมีนัยยะอย่างไรและเพื่อจุดประสงค์ที่เชื่อต่อกับแก่นของเรื่องอย่างไร คณะกรรมการเซ็นเซอร์จึงพิจารณาให้ภาพเชิงนี้ปรากฏอยู่ได้โดยไม่ถูกตัดทอนออกไป เพราะหากพิจารณาภาพที่เข้าข่ายล่อแหลมและส่อเสี่ยงต่อระบบศีลธรรมไทย ที่นิยมชมชอบการรักนวลสงวนตัวของผู้หญิง หรือจะเปิดก็เปิดแต่น้อยและพองาม(?) ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจมีความยาวไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำแทนที่จะมีเวลาฉายถึงชั่วโมงครึ่งหรือมากกว่านั้นอย่างที่เป็นอยู่!

    ในขณะที่คณะกรรมเซ็นเซอร์ยังคงใช้หลักเกณฑ์พิจารณาเดียวกันกับภาพยนตร์ไทยทุกเรื่องนั่นคือ ไม่ขัดต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์รวมถึงระบบศีลธรรมจรรยาอันดีของไทย แต่การปล่อยผ่านภาพยนตร์เช่น สวยลากไส้ออกมา แต่กลับกักกั้นแสงศตวรรษกำลังแสดงถึงความมีสองมาตรฐานของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ หรืออาจเป็นความสองมาตรฐานของสังคมไทยโดยรวมแบบมือถือสาก ปากถือศีลที่เบือนหน้าหนีความเปิดเปลือยในการนำเสนอของแสงศตวรรษไม่ได้ ราวกับว่าภาพที่ปรากฏนั้นบั่นทอนจรรยาและภาพลักษณ์ของสังคมไทยอย่างรุนแรง แต่กลับยอมรับความก้าวร้าวทางศีลธรรม การทำลายภาพลักษณ์ของแพทย์และความรุนแรงทางเพศที่แอบแฝง (หรือเปล่า)มากับสวยลากไส้ได้ และที่น่าแปลกใจคือ ภาพยนตร์หลายเรื่องที่มีภาพเซ็กซี่และล่อแหลมไม่น้อยต่อระบบความดีงามอย่างที่สังคมไทยชอบกล่าวอ้างกันก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นไฉไล หรือเดอะกิ๊ก ภาพยนตร์เหล่านี้สามารถรอดเงื้อมือกองเซ็นเซอร์ที่เข้มงวดและตั้งใจจะพิทักษ์รักษาภาพลักษณ์ของประเทศได้อย่างไร บางที อาจถึงคราวที่กองเซ็นเซอร์ต้องถูกสาวไส้เพื่อตรวจสอบเกณฑ์การพิจารณาเสียที และคงถูกสาวไส้เพื่อถามคำถามเดิมๆว่า ควรแล้วหรือที่คนเพียงหยิบมือเดียวจะมาตั้งตนเป็นผู้ตรวจสอบชี้ถูกผิดและชี้ควรไม่ควรให้กับสังคมไทย โดยมีความสองมาตรฐานของกองเซ็นเซอร์ในครั้งนี้เป็นหลักฐานชั้นดี (หากเราไม่รีบลืมกันไปเสียก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น)

     

     นางสาวอภิญญา ปัญญไพโรจน์

    June 15

    promise or burden, that's a question.

        Promise นั้นคือคำสัญญา เเต่burdenนั้นคือพันธะสัญญา (จากเพื่อนอิก ขอบคุณมากนะ) มันเป็นเเค่เรื่องสะท้อนใจเล็กๆน้อยๆจากประสบการณ์การเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อทำตามพันธะสัญญาที่ไม่เคยเเม้เเต่การสัญญา เพียงเเต่ว่าเมื่อกลับมาคิดใหม่ สัญญากับลมปากอาจอยู่ห่างกันเพียงสองด้านของด้ายเส้นบางๆ
       งานชิ้นหนึ่งในนามของอักษรศาสตร์รุ่นที่ 36 อักษรศาสตร์รุ่นหนึ่งที่มีความภาคภูมิใจในความเเน่นเเฟ้น รักใคร่ ปรองดองกันเเละสมานสามัคคีกันทุกครั้งที่มีภาระหนักหนาก้าวเข้ามาเป้นบททดสอบคำทางนามธรมเหล่านี้ งานชิ้นหนึ่งที่มีสัญญาใจร่วมกันมากมายว่าจะร่วมหัวจมท้ายด้วยกันเมื่อครั้งที่ทุกคนยังรวมตัวกัน เเต่ณ ตอนนี้ สัญญาใจเหล่านั้นเลือนลางจนไม่เห็นเส้นเเบ่งระหว่างตัวมันกับสิ่งที่อยู่อีกฝากหนึ่งของมัน 
       เราต่างรู้ดี ทุกสิ่งต่างมีทั้งศักยภาพเเละข้อจำกัดในตัวควบคู่กันเสมอ เหมือนไข่ไก่ที่มีศักยภาพในการจะเกิดเป็นไก่ เเต่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถเกิดเป็นอย่างอื่นได้ เช่นเป็ด นกหรือเเมว ไม่ผิดเเผกเเตผต่างจากคนอย่างเราๆ เราต่างรู้ดีถึงข้อจำกัดของตนเองเเละนั่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่มีอะไรเลวร้ายกับการมีข้อจำกัดไม่ว่าจะมากหรือน้อย ต่างคนต่างมีเหตุผล เเต่ข้อจำกัดนั้นไม่ใช่ข้ออ้างในการไม่ไต่ถามเเละกีดกันตนเองไม่ให้รับรู้บางสิ่งบางอย่างเพื่อความสบายใจของตนเองหรือด้วยเหตุผลอื่นๆก็ตาม นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง ข้อจำกัดเเค่บอกเรื่องที่เราสามารถจะทำได้หรือไม่ได้ในทางกายภาพ เเต่ไม่ใช่กับเรื่องทางจิตใจ เเละถึงเเม้กระนั้น ขีดจำกัดอาจเกิดขึ้นจากความคิดของตนเองมากกว่าสภาพที่เป็นไปจริงๆก็ได้
         คนพิการคนหนึ่งสามารถพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดเเละยากลำบากที่สุดของทั้ง 7 ทวีป ที่คนขาดีๆยังขาสั่นไม่กล้าบังอาจท้าทายอาณุภาพเช่นนั้น งั้น ตรงไหนกันที่เรียกว่าขีดจำกัด? บางที ความคิดเรานั่นเเหละที่จำกัดร่างกายของเรา "มนุษย์น่ะเป็นผลพวงจากความคิดเเห่งตน" ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้เช่นนั้น ข้อจำกัดไม่อยู่เเละไม่มีเพื่อให้ใช้เป็นข้ออ้าง ใครจะไปรู้ไก่อาจออกไข่เป็นไข่เป็ดก็ได้
         หนังสือรุ่นของปี36 เดินทางมาถึงบทสรุปเรียบร้อยเเล้ว เเม้จะยังไม่สมบูรณ์ดี เเต่จุดหมายก็ไม่ไกลนัก สัญญาใจที่ผูกพันอยู่กับข้ออ้างทางขีดจำกัดคงจะดีกว่า หากไม่มีเเต่เเรก คำขอบคุณเเด่คนที่ถามไถ่เพื่อหยิบยื่นความช่วยเหลือ ไม่ใช่เพียงถามเพื่อไถ่...อิก ซัน เปี๊ยก อิ๊ง เเละบรรณาธิการของหนังสือรุ่นผู้ซึ่งทลายข้อจำกัดของตนเองได้ทุกอย่าง สำหรับชายคนนี้ คำว่าข้อจำกัดคงไม่มีอยู่ในห้วงคำนึงของเขา เพราะเเม้ต้องเจ็บปวดเเละอาจใช้ข้ออ้างนั้นมาเป็น "อีกหนึ่งข้อจำกัด"ได้ ชายคนนี้ก็ไม่เคยทำ ...โอ...