Apinya's profileNighthug's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 04

    head or heart?

    อาจจะเรียกได้ว่าเป็นโอกาสเหมาะสำหรับการเขียนเรื่องบางเรื่องที่คั่งค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่เปิดเทอมที่จุฬาฯ

    ในคาบวิชาตรรกศาสตร์ ครั้งหนึ่งอาจเพราะโจทย์ที่ให้ทำยากเกินไป ครั้งหนึ่งอาจเพราะวิธีแก้โจทย์สับสนเกินไปและครั้งหนึ่งอาจจะเพราะไม่รู้ว่าจะเรียนรู้ไปทำไม เพื่อนคนหนึ่งจึงถามอาจารย์ว่า แล้วหนูจะเรียนเรื่องพวกนี้ไปทำไมคะ จากคำถามนี้ของเพื่อนนำมาสู่สิ่งที่อยากเขียนลงในสเปซครั้งนี้

    ความสำคัญอย่างแรก แน่นอนว่าตรรกศาสตร์หรือเหตุผลคือเครื่องมือสำคัญยิ่งของปรัชญา ไม่งั้นคุณจะโต้แย้งหรือสนับสนุนสิ่งใดได้ยังไงกัน แต่เพราะการที่ต้องใช้เหตุผลนั่นแหละทำให้ในปรัชญามี หัวใจเพิ่มขึ้นมา เป็นผลลัพธ์จากการวิวัฒนาการแบบหนึ่ง เหมือนจากลิงมาเป็นมนุษย์ยังไงยังงั้นแหละ

    การคิดในกรอบตรรกศาสตร์นั้นไม่ต่างกับการคิดแทนคนอื่น (หากเปรียบเทียบให้เห็นชัดขึ้น) การที่เราต้องคิดและยอมรับผลลัพธ์ที่ออกมาว่าสมเหตุสมผล แต่อาจไม่สมจริงในบางกรณีเช่น หากบอกว่านกทุกตัวบินได้ เพนกวินเป็นนกชนิดหนึ่ง ดังนั้นเพนกวินบินได้ เป็นต้น ตามระบบนี้ เพนกวินต้องตีปีกบินได้จริงๆถึงแม้เราจะรู้ว่าความจริงแล้ว ไม่ว่าเพนกวินสัญชาติไหนก็บินไม่ได้ก็ตาม ก็เหมือนกับการที่เราเดินตามความคิดของคนอื่นแม้ว่ามันจะขัดแย้งกับกรอบหรือความเชื่อของเราก็ตามที การเดินตามนี้ไม่ได้แปลว่าจะต้องเชื่อตาม เต่เป็นการเดินตามเพื่อนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ความเข้าใจ เข้าใจ คิดตาม เรียนรู้ ศึกษาและยอมรับ ในสิ่งที่คนอื่นๆเป็น ในสิ่งที่คนอื่นๆคิด และกรอบของเขา เช่นเดียวกับยอมรับความถูกต้องตามสิ่งที่นิรนัยออกมาได้

    การที่จะโต้แย้งสิ่งใดหรือสนับสนุนอะไร เป็นการเปิดมุมมองแบบหนึ่ง  ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการ มองให้รอบอีกแบบหนึ่ง เพราะคุณต้องศึกษาสิ่งที่คุณจะโต้แย้งหรือสนับสนุนและเผื่อใจสำหรับความเป็นไปได้ต่างๆ และยังต้องตรวจสอบตนเองไปในตัว หากความคิดหนึ่งใดถูกต้องภายในระบบของมันแล้ว คุณจะไม่ใช้ความคิดของคุณไปชี้ว่าความคิดนี้ผิด อย่าลืมว่า ความคิดหรือทฤษฏีตั้งขึ้นจากสัจพจน์หนึ่ง ความเป็นจริงในที่นี้ คือความเป็นจริงตามกรอบของสัจพจน์นั่นเอง เช่นเดียวกับคุณจะไม่บอกว่าเพลงในสมัยก่อนนั้นเนิบช้า และไม่ระรื่นรูหูเท่าเพลงในสมัยนี้ หากคุณ เข้าใจขนบการฟังเพลงในสมัยก่อนแล้ว ขนบที่ว่านี้คือกรอบที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ                                                             

    ในที่นี้ ความเข้าใจไม่ได้นำไปสู่การตัดสินถูก-ผิดแม้แต่น้อย (และโดยธรรมชาติ ความเข้าใจก็คงไม่ได้นำไปสู่การตัดสินเช่นนี้อยู่แล้ว) ความเข้าใจทำให้เกิดการยอมรับ ส่วนการตัดสินนั้นเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากนี้อีกขั้นหนึ่ง การถกเถียงกันจำเป็นที่การตัดสินต้องเข้ามามีเอี่ยวแน่ๆ แต่ก่อนหน้านั้น ต้องถามตัวเองก่อนว่า เราเข้าใจสิ่งที่เรากำลังจะสนับสนุนหรือโต้แย้งดีพอหรือยัง และตรรกศาสตร์ได้ให้ ความเข้าใจนี้ (ซึ่งดูคล้ายเป็นเรื่องของ หัวใจ ในขณะที่การตัดสินเป็นเรื่องของเหตุผลมากกว่า) ตรรกศาสตร์ให้น้ำใจและเพิ่มที่ว่างในหัวใจ เพราะคุณต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจ สิ่งที่ไม่ใช่ตัวคุณก่อน เช่นว่าต้องเข้าใจว่า ยังไง เพนกวินก็เหินฟ้าได้แม้จะคิดภาพแล้วขำๆก็ตาม และตรรกศาสตร์ก็ยังให้ หัวใจที่ใส่ใจและเข้าอกเข้าใจคนอื่นเช่นกัน

    ในที่นี้ดูเหมือนว่าเหตุผลที่แห้งแล้งนั้นซุกซ่อนเมล็ดพันธุ์แห่งหัวใจเอาไว้ด้วย แต่ไม่รู้ว่า สำหรับพื้นดินแห่งหัวใจและอารมณ์ มีเศษเมล็ดแห่งเหตุผลแอบอยู่หรือไม่ เพราะหากไม่มีต้นกำเนิดของชีวิตแล้ว ต่อให้รดน้ำมากเพียงไร หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีแค่ไหน เราก็ไม่สามารถเห็นต้นไม้งอกจากพื้นดินได้ถ้าไม่มีเมล็ดของมันฝังอยู่ กลับกัน แม้จะมีเมล็ดพันธุ์นั้นซ่อนอยู่ แต่ถ้าไม่ได้รับการดูและและพรวนดินใส่ปุ๋ยที่ชื่อว่า การคิดแล้ว ก็คงฝ่อไปในที่สุดเช่นกัน  หวังเหลือเกินว่าคนที่เรียนตรรกศาสตร์จะปลูกต้นไม้แห่งหัวใจได้ และหวังยิ่งกว่านั้นว่า สำหรับคนที่มีพื้นดินแห่งหัวใจอยู่แล้ว จะเผื่อแผ่ที่ว่างให้เมล็ดพันธุ์แห่งเหตุผลเติบโตได้ และหวังเป็นที่สุดว่า สังคมคงมีพื้นดินที่อุดมด้วยหัวใจและเขียวชอุ่มด้วยตนไม้แห่งเหตุผล